ยอดนิยมมากที่สุด บทความ - ดูหนัง ฟังเพลง MVhit
ดูหนัง ฟังเพลง MVhit
ยินดีต้อนรับจ้า
เข้าระบบ / ลงทะเบียน

ยอดนิยมมากที่สุด บทความ


  • วิธีชมวีดีโอ Youtube แบบเต็มตา ผ่านทางแว่น Cardboard - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1320#sthash.VY1MuZv6.dpuf

     

    หากคุณต่ออินเทอร์เน็ตแบบว่างๆก็เชื่อว่าหลายท่านอยากชมหนัง ชม MV ชมรายการทีวี ผ่านทาง Youtube กัน และยิ่งทุกท่านก็สามารถชมวีดีโอได้ทุกที่แล้วผ่านทางสมาร์ทโฟน  แต่ใครมีแว่นตา cardboard  ละก็เตรียมได้เลยเพราะวิธีการนี้จะทำให้คุณสามารถชมวีดีโอบน youtube แบบเต็มตา เต็มอรรถรสมากขึ้น

    ทั้งนี้คุณต้องลองอัพเดตแอพ Youtube บนสมาร์ทโฟนกันก่อน โดยเฉพาะใครใช้ Android ได้อัพเดต Youtube เวอร์ชั่นใหม่ก่อนใคร

    จากนั้นเปิดแอพ youtube จากนั้นลองเลือกวีดีโอที่ถ่ายทำแบบสามารถชมแบบ 360 องศาได้ดู แล้วชมวีดีโอโดยการปรับแสดงผลวีดีโอแบบเต็มจอ ขณะคุณชมวีดีโออยู่ จะมีไอคอนแว่น cardboard อยู่ด้านล่าง ให้แตะที่ไอคอนแว่น cardboard แล้วนำมือถือคุณใส่แว่น cardboard แล้วส่องดูผ่านแว่นได้เลย สามารถชมวีดีโอแบบ 360 องศาได้แล้ว

    ไม่เพียงเท่านี้ คลิปวีดีโอ youtube  ทุกคลิป สามารถแสดงผลเป็นโหมด แว่น Cardboard เพื่อให้คุณชมวีดีโอทุกคลิปได้อย่างเต็มตามากขึ้น โดยขณะชมวีดีโอ youtube แบบเต็มจอมือถือแนวนอนอยู่ ให้แตะที่ไอคอนเมนูบริเวณมุมขวาบน จากนั้นเลือก cardboard ก็จะเป็นการปรับการแสดงผลวีดีโอจากเต็มจอ มาเป็นแสดงวีดีโอ 2 ข้างเพื่อรองรับกับการใส่แว่นชมแบบเต็มตาผ่านทาง Cardboard

    ใครที่อยากชมวีดีโอ Youtube แบบเต็มตายิ่งกว่าเต็มจอละก็ ลองทำแว่น Cardboard แล้วอัพเดตแอพ Youtube บนสมาร์ทโฟนของคุณ ลองทำตามขั้นตอนแบบนี้

     

    คัดลอกจาก : www.it24hrs.com

    http://www.it24hrs.com/2015/youtube-cardboard-vr/

    - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1320#sthash.VY1MuZv6.dpuf

    อ่านต่อ »
  • ย้าย Line ไปมือถือเครื่องใหม่อย่างไร ไม่ให้รายชื่อเพื่อน, group, sticker ที่โหลดไว้หายไป

    move-line-contact-to-new-deviceทุกท่านเคยประสบปัญหาข้อมูลรายชื่อเพื่อนใน LINE หาย บนมือถือเครื่องใหม่ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยนำซิมการ์ดไปใส่บนอีกระบบปฏิบัติการ (จาก iOS ไปใส่บนเครื่อง เช่น android หรือ Windows Phone 8) จากนั้นล็อกอินด้วยอีเมล์เดียวกับที่ลงทะเบียนไว้บน iOS ปรากฏว่าข้อมูลบน LINE for iOS เครื่องเดิมถูกลบทิ้งหายหมด) ข้อควรรู้คือ หากเราย้าย LINE ข้ามระบบปฏิบัติการหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ บางคุณสมบัติอาจใช้งานได้ แต่ในบางคุณสมบัติอาจใช้งานไม่ได้ และหากเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนระบบปฏิบัติการ ผู้ใช้จำเป็นต้องทราบถึงข้อจำกัดว่า หากใช้ LINE บน ระบบปฏิบัติการอื่น ที่ไม่ใช่ ios หรือ android  บางส่วนจะไม่สามารถซื้อสติกเกอร์และเล่นเกม line ได้

    ข้อควรจำก่อนย้าย LINE

    • – LINE Account จะผูกกับซิมการ์ด หมายเลขโทรศัพท์ และอุปกรณ์ โดยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนซิม จะต้องทำการ Verify Account ใหม่ (เช่น เดินทางไปต่างประเทศ เปลี่ยนซิมก็ต้อง Verify Account ใหม่) จำไว้ว่าข้อมูลบน LINE จะถูกรีเซ็ตทันทีที่มีการเปลี่ยนซิมการ์ดหรือถอดซิมการ์ดออก
    • – จำไว้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่คุณนำล็อกอินอีเมล์ไปล็อกอินบนสมาร์ทโฟน/แท็ปเล็ตเครื่องอื่น ข้อมูลเครื่องเดิมจะถูกลบทิ้งทันที
    • – รอบคอบในการลงทะเบียนอีเมล์ จำรหัสผ่านให้แม่นก่อนย้าย LINE และเก็บข้อมูลการลงทะเบียนไว้เป็นความลับ
    • – แนะนำ Sync รายชื่อเพื่อน  ก่อนทำการนำอีเมลที่ลงทะเบียน line ไป sign in บนมือถือเครื่องอื่น เพื่อป้องกันรายชื่อบางส่วนที่เคยเพิ่มไว้ใน line มันหายไป (รายละเอียดและวิธีการ อ่านด้านล่าง) 

     

    – เมื่อคุณทำการย้าย LINE มาล็อกอินบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตเครื่องอื่น ข้อความที่เราเคยสนทนา  (Chat History) จะถูกลบทิ้งทั้งหมด แต่เราสามารถ backup เก็บข้อความไว้ด้วยฟังก์ชั่น Export Chat History ใน Chat Setting โดยไปที่ Chat ของคู่สนทนาที่คุณต้องการจัดเก็บ Chat History จากนั้นกดลูกศรตรงมุมขวาบน เลือก more>> Settings > Export Chat History เก็บแต่ละบทสนทนาส่งทาง Email หรือแอพอื่นๆ เช่น เก็บไว้บน Dropbox, Evernote ก่อนที่จะ ใช้ line account นี้ไป sign in บนมือถือเครื่องใหม่

    ลงทะเบียนอีเมล์ก่อนย้ายเครื่อง รับรองข้อมูลไม่หายชัวร์ 

    ก่อนลงมือทำ ขอให้สำรวจว่า คุณได้ทำการลงทะเบียน LINE ด้วย Email Address แล้วหรือยัง โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    1. ถ้ายังไม่ได้ลงทะเบียน ก็เข้า LINE จากนั้นเลือก more >> แล้วเลือก Settings >> กดที่ตัวเลือก Email Registration >> แล้วป้อน email และตั้ง password ของคุณ  >> และใส่รหัสยืนยันที่ Line ได้ส่งมาให้ทางอีเมลของคุณ 4 หลัก แค่นี้ก็เรียบร้อย

    • ทั้งนี้การลงทะเบียนนอกจากช่วยให้ รายชื่อใน Line คุณ ไม่หายแล้ว ยังสามารถใช้ line account ในการซื้อสติ๊กเกอร์ , ซื้อไอเทมเกม และใช้ในการ login เข้าไปดูเว็บ Line Store ได้ด้วย

    sync-line-contact2. หากลงทะเบียนอีเมล line account ไว้บนมือถือเครื่องเก่าเรียบร้อยอยู่แล้ว ก่อนที่จะไปเครื่องใหม่ ให้ทำการ sync รายชื่อ line เครื่องเก่าให้เรียบร้อย  วิธีการคือ  ไปที่ more >> เลือก Settings >> เลือก  friends >> เลือก contact แล้ว แตะเครื่องหมายลูกศรสีฟ้า สัญลักษณ์ sync ตามหมายเลข 5 ดังรูป

    2. ย้าย LINE เดิมมาไว้บนอุปกรณ์ใหม่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

    เปิด LINE >> เลือก LINE User Login >> ป้อน email และ password ที่คุณลงทะเบียนไว้ในเครื่องเก่า (แนะนำว่า ขั้นตอนนี้ควรถอดซิมเดิมมาใส่ในเครื่องใหม่ก่อน )

    เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย contact, group, sticker ที่โหลดไว้ หรือซื้อไว้ ก็จะตามมาด้วย รวมไปถึงรูป profile แต่ chat history จะไม่ได้ตามมาด้วย ถ้าหากต้องการเก็บ chat history เอาไว้ ต้องทำการ export ข้อความแชทไปเก็บไว้ก่อน หรือสามารถย้ายไปได้ทั้งหมด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สำหรับผู้ใช้ iOS อ่านวิธีการได้ที่นี่

    การสร้าง LINE Account บนเครื่องใหม่ที่ซื้อเพิ่ม (เครื่องเดิมก็ยังใช้ LINE ID เดิมอยู่)

    LINE ไม่อนุญาตให้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตด้วย LINE Account เดียวพร้อมกัน หากคุณซื้อสมาร์ทโฟน / แท็ปเล็ตเพิ่มเติม และยังต้องการใช้ LINE บนเครื่องเดิมอยู่ ทางออกคือการสร้าง LINE Account ใหม่ เพื่อให้ใช้งานได้หลายเครื่อง

    อีกทางเลือกสำหรับคนที่มีอุปกรณ์เพิ่มก็คือ การย้าย LINE account ผ่านการล็อกอิน Facebook account หากคุณใช้แท็ปเล็ตที่ไม่รองรับการรับ SMS (จำเป็นต้องรับ verification code)  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแท็บเล็ต Wi-Fi อย่างเดียว  ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน แต่ควรตรวจสอบการ Unlink กับอุปกรณ์เดิมเสียก่อน เพื่อที่เราจะใช้งานอีก Account หนึ่งได้โดยผ่านการล็อกอินด้วย Facebook (เพราะ LINE Account เดิมเราผูกกับอีเมล์ไปแล้ว)     เมื่อเราต้องการใช้ LINE Account ใหม่บนอุปกรณ์ใหม่ ให้เราเลือก Login with Facebook โดยจะต้องเชื่อมโยง Facebook Account ของคุณกับ LINE ด้วย แต่การล็อกอินต้องทำอย่างรอบคอบสักนิด เพราะหากเราไม่ต้องการล็อกอินด้วย Facebook เมื่อพบหน้าจอ Login to Facebook หากเราเลือก Delete & Continue ข้อมูลบน LINE account บนอุปกรณ์เดิมจะถูกลบทิ้งทันที

    line-for-ipad-02ส่วนสำหรับผู้ใช้ iPad นั้น ล่าสุด  Line มีแอพสำหรับ iPad โดยเฉพาะแล้ว สามารถแชตพร้อมกันกับมือถือหรือคอมพิวเตอร์พีซีได้ด้วย ( รายละเอียดคลิกที่นี่ ) โดยเพียง sign in ด้วย บัญชี Line ของคุณ บนแอพ Line For iPad ก็สามารถใช้งานได้ทันทีพร้อมกับมือถือเลย

     

    http://www.it24hrs.com/2014/use-line-account-from-multiple-devices-2/

    อ่านต่อ »
  • Google ปล่อย Update Maps แบบออฟไลน์ให้กับ Android แล้วส่วน iOS มาแน่เร็ว ๆ นี้

    ทุกวันนี้  ถือว่าเป็นอีก Apps ยอดนิยมอีกตัวหนึ่งที่ใช้ในเรื่องการนำทาง แต่ปัญหาของ Google Maps ที่หลายคนเจอคือ ถ้าอินเทอร์เน็ตหมด หรือไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตนะไม่สามารถใช้งาน Google Maps ได้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าน้อยในใจอย่างยิ่งเลยทีเดียว

        ล่าสุด Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ Maps Offline ให้กับ Google Maps แล้วโดยนำร่องจาก Android ซึ่งสามารถโหลดได้แล้ววันนี้

        วิธีการใช้งาน ให้คุณเลือกพื้นที่บริเวณที่ต้องการโหลดแผนที่ Offline แล้วกดปุ่ม + ระบบจะ Download แผนที่มาเก็บ โดยการโหลดจะทำงานเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อ WiFi เท่านั้นเพื่อไม่ให้อินเทอร์เน็ตพุ่งสูงจนเกินไป

        ซึ่งความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากโหลดนอกจากดูแผนที่ได้แล้ว ยังสามารถสั่งนำทาง, ค้นหาสถานที่ ณ จุดนั้นได้ แต่จะไม่สามารถบอกสภาพการจราจรได้ หากเลือกบอกสภาพการจราจรแผนที่จะแสดงเป็นระบบ Online ทันที

        ความสามารถนี้อยู่ใน Google Maps For Android แล้ว ส่วน iOS รอไปสักหน่อยนะครับ

    ที่มา : Google Maps Blog

    อ่านต่อ »
  • Samsung Galaxy S7 และ S7 edge ยอดเรือธงรุ่นใหม่เปิดตัวแล้ว! -

    รอลุ้นกันมานาน โดยหลังจากที่มีข้อมูลหลุดออกมาให้ติดตามกันพักใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ล่าสุด Samsung ก็ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ในชื่อ Samsung Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในงาน Mobile World Congress 2016 ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดย Samsung Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge ได้รับการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติตัวเครื่อง หรือฟีเจอร์สุดเด็ดที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ก็มาพร้อมกับดีไซน์ตัวเครื่องสวยหรูพรีเมียมเช่นเคย และคุณสมบัติตัวเครื่องที่อัปเกรดให้ดีมากยิ่งขึ้น
     
     
    สรุปคุณสมบัติของ Samsung Galaxy S7
     
     
     
     
    - ตัวเครื่องมีขนาด 142.4x69.6x7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 152 กรัม ตัวเครื่องด้านหลังเป็นกระจก 3D Glass
    - จอแสดงผลแบบ 2K Quad HD Super AMOLED ขนาด 5.1 นิ้ว กระจกหน้าจอแบบ 2.5D พร้อมฟีเจอร์ Always-On Display
    - ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Samsung Exynos 8890
    - จีพียู (GPU) Mali-T880
    - หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4 ขนาด 4GB
    - หน่วยความจำภายในขนาด 32GB และ 64GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD สูงสุด 200GB
    - กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS)
    - กล้องด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7
    - รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 802.11 a/b/g/n/ac, MU-MIMO, Bluetooth 4.2, USB 2.0 และ NFC
    - รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย 4G LTE
    - รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)
    - ฟีเจอร์ป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
    - เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
    - แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh พร้อมระบบ Fast Charging และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย (Wireless Charging)
    - ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow ซึ่งถูกครอบทับด้วย TouchWiz UI
     
     
    สรุปคุณสมบัติของ Samsung Galaxy S7 Edge
     
     
     
    - ตัวเครื่องมีขนาด 150.9x72.6x7.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 157 กรัม ตัวเครื่องด้านหลังเป็นกระจก 3D Glass
    - จอแสดงผลแบบ 2K Quad HD Super AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว กระจกหน้าจอขอบโค้ง (Dual-Edge Curved Glass) พร้อมฟีเจอร์ Always-On Display
    - ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Samsung Exynos 8890
    - จีพียู (GPU) Mali-T880
    - หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4 ขนาด 4GB
    - หน่วยความจำภายในขนาด 32GB และ 64GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD สูงสุด 200GB
    - กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS)
    - กล้องด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7
    - รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 802.11 a/b/g/n/ac, MU-MIMO, Bluetooth 4.2, USB 2.0 และ NFC
    - รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย 4G LTE
    - รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)
    - ฟีเจอร์ป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
    - เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
    - แบตเตอรี่ความจุ 3600 mAh พร้อมระบบ Fast Charging และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย (Wireless Charging)
    - ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow ซึ่งถูกครอบทับด้วย TouchWiz UI
     
    Always-On Display
     
     
    ฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ, อีเมล, โทรศัพท์ และอื่นๆ รวมถึงวันที่ และเวลาได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งฟีเจอร์นี้จะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่เป็นการทำให้สูญเสียพลังงานแบตเตอรี่มากแต่อย่างใด
     
     
    ฟีเจอร์ป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
     
     
    หลังจากที่ Samsung เคยใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาในอดีตเรือธงอย่าง Samsung Galaxy S5 แต่แล้วก็ถูกถอดออกไปในรุ่น Galaxy S6 แต่ล่าสุด Galaxy S7 ก็กลับมาพร้อมฟีเจอร์นี้อีกครั้ง และได้รับการอัปเกรดให้กันน้ำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยแผ่นยางป้องกันในทุกช่องว่างบนตัวเครื่อง ซึ่งมั่นใจได้ว่าแม้ฝนจะตกลงมาขณะที่กำลังใช้งาน Galaxy S7 อยู่ สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด
     
     
    Hybrid Slot
     
     
    เครื่อง Samsung Galaxy S7 และ Galaxy S7 edge ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีช่องแบบ Hybrid Slot ซึ่งรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD ได้สูงสุดขนาด 200GB พร้อมรองรับการใช้งานสองซิมการ์ด (nanoSIM)
     
     
    Fast Charging
     
     
    เรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ในปัจจุบันต่างมาพร้อมกับฟีเจอร์ Fast Charging กันเกือบทุกรุ่น ซึ่ง Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge ก็ได้พัฒนาฟีเจอร์ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย Galaxy S7 ที่ใช้งานแบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% ในเวลาเพียง 90 นาที (1 ชั่วโมง 30 นาที) เท่านั้น ขณะที่ Galaxy S7 Edge ที่ใช้งานแบตเตอรี่ความจุ 3600 mAh ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 100 นาที (1 ชั่วโมง 40 นาที)
     
     
    Dual Pixels Camera
     
     
    ฟีเจอร์ Dual Pixels Camera ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บทุกภาพตรงหน้าไว้ได้รวดเร็วกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีการโฟกัสภาพที่คำนวณข้อมูลจากเม็ดพิกเซลแบบคู่บนเซ็นเซอร์รับภาพ ซึ่งทำให้กล้องดิจิทัลของ Galaxy S7 สามารถโฟกัสวัตถุ หรือตัวแบบได้รวดเร็วฉับไวยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7 ก็ช่วยให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป และระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS) ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดให้กับภาพถ่ายได้เป็นอย่างดี
     
     
    เปรียบเทียบภาพถ่าย Samsung Galaxy S7 กับ iPhone 6s!
     
     
     
    แม้ว่า Samsung Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge จะได้รับการพัฒนาคุณสมบัติตัวเครื่องในทุกๆ ด้าน แต่ในส่วนสำคัญที่ผู้ใช้ให้ความสนใจมากที่สุดส่วนหนึ่งก็คือ "กล้องถ่ายภาพ" ที่อัปเกรดเซ็นเซอร์รับภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ประกอบกับขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.7 เพื่อช่วยให้เก็บรายละเอียดแสงได้มากขึ้น ในความละเอียด12 ล้านพิกเซล รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี Dual Pixels ที่ช่วยให้ Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge สามารถโฟกัสภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจากการคำนวณรายละเอียดของสภาพแวดล้อมจากเม็ดพิกเซลแบบคู่บนเซ็นเซอร์รับภาพอีกด้วย

    เรียกได้ว่าการกลับมาของ Samsung Galaxy S7 และ Galaxy S7 Edge ในครั้งนี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ทั่วโลกได้มากทีเดียว และล่าสุดก็มีการนำเอาภาพถ่ายจาก Samsung Galaxy S7 มาเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง iPhone 6s เพื่อให้เห็นกันว่าการอัปเกรดกล้องถ่ายภาพของ Galaxy S7 ในครั้งนี้ดีขึ้นกว่าเดิมเพียงใด
     
     
     
    คัดลอกจาก : www.thaimobilecenter.com
     

    - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1430#sthash.MoHhOORI.dpuf

    อ่านต่อ »
  • วิธีการสร้างวีดีโอ 4K บน iPhone 6S และ iPhone 6S Plus

    apple-iphone-6s-03

    iPhone 2 รุ่นใหม่ล่าสุดที่ตอนนี้เปิดจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยอย่าง iPhone 6S และiPhone 6S Plus ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้โดดเด่นเรื่องการถ่ายวีดีโอแบบ 4K ได้เป็นกลุ่มแรกด้วย ดังนั้นลองมาลองสร้างวีดีโอที่ถ่ายแบบ 4K บน iPhone ของคุณดีกว่า

    ขั้นตอนตั้งค่าให้ iPhone ถ่ายวีดีโอแบบ 4K

    คุณสมบัติที่ iPhone สามารถถ่ายแบบ 4K ได้ ต้องเป็น  iPhone 6S และ iPhone 6S Plus เท่านั้น หากคุณมี 2 รุ่นนี้ละก็ สามารถตั้งค่าเพื่อให้คุณสามารถกดปุ่มบันทึกวีดีโอเป็นแบบ 4K ได้

    iphone-make-video-4k-02

    โดยเข้าไปที่ Settings >> เลือก Photos & Camera>> เลือก Record Video >>แล้วเลือก 4K at 30 fps

    ขั้นตอนการเพิ่มพื้นที่ว่าง บน iPhone เพื่อรองรับการถ่ายวีดีโอแบบ 4K

    iphone-make-video-4k-03

    เข้าที่ Settings >> เลือก General >> เลือก Storage & iCloud Usage ให้ดูที่ Avaliable ว่ามีพื้นที่ว่างบน iPhone 6S หรือ iPhone 6S Plus เยอะมั้ย (ยิ่งเยอะยิ่งดี) หากน้อย ควรทำการลบข้อมูลหรือ backup ข้อมูลจาก iPhone ลงบนคอมก่อน แล้วทำการลบข้อมูลเพื่อเพิ่มเนื้อที่ว่างสำหรับการถ่ายแบบ 4K

    เริ่มถ่ายวีดีโอแบบ 4K

    iphone-make-video-4k-04

    โดยหยิบ Phone 6S และ iPhone 6S Plus เข้าไปที่แอพ Camera  แล้วสไลด์ไปที่โหมด Video เพื่อเข้าสู่โหมดถ่ายวีดีโอ โดยจะปรากฎสัญลักษณ์ 4K ที่มุมขวาบนของจอ แสดงว่า iPhone 6S และ iPhone 6S Plus อยู่ในโหมดถ่ายวีดีโอในแบบ 4K แล้ว  กดปุ่มวงกลมสีแดงเพื่อเริ่มถ่ายได้เลย เหมือนถ่ายวีดีโอแบบปกติ

    ตัดต่อวีดีโอ 4K บน iPhone

    iphone-make-video-4k-05เมื่อถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องตัดต่อละคราวนี้ คุณสามารถตัดต่อวีดีโอแบบ 4K บน iPhone 6S และ iPhone 6S Plus ได้เลย ด้วยแอพตัดต่อคลิปวีดีโอบน iOS ที่รองรับการบันทึกแบบ 4K ได้ ซึ่งแนะนำ iMovies ซึ่งเป็นแอพตัดต่อวีดีโอจาก Apple ในการตัดต่อบน iPhone

    ขั้นตอนแชร์วีดีโอ 4K ขึ้น Youtube

    iphone-make-video-4k-06เมื่อตัดต่อวีดีโอด้วยแอพ iMovies เสร็จแล้วให้ทำการ save video บน iMovies เพื่อทำการ render คลิปมาเป็นคลิป  4K  ซึ่งคลิป 4K ที่ render เสร็จ จะอยู่ที่ Photo Library

    iphone-make-video-4k-07

    จากนั้นทำการ copy ไฟล์ 4K ที่สร้างบน iPhone เมื่อสักครู่นี่้ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะแอพ Youtube บน iOS ยังไม่รองรับการอัพโหลดแบบ 4K เลยอัพคลิป 4K ผ่านทางเว็บไซต์ youtube บนคอมพิวเตอร์แทน

    แค่นี้ก็จะได้คลิป youtube แบบ 4K ที่ถ่ายด้วย iPhone รุ่นใหม่ของคุณแล้ว

    ข้อมูลและภาพประกอบจาก cnet

    http://www.it24hrs.com/2015/iphone-6s-make-video-4k/

    อ่านต่อ »
  • “4G” พันธกิจเพื่อชาติ เติมเต็มทุกการใช้งาน (ตอนที่ 1)

    ประเทศไทยกำลังจะเกิดเหตุการณ์สำคัญ อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 900 MHz ซึ่งจะเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้กับเครือข่าย การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่  สำหรับความเป็นมาและผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ครั้งนี้ทางทีมงานของบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจากผู้ทรงวุฒิผู้ดูแลการประมูลคลื่นความถี่ มาไขข้อข้องใจทั้งหมด ก็คือ พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการ (กสทช) ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)

     

    4g lte

    เออาร์ไอพี: ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800MHz และ 900MHz

           พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ : ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทยไม่ได้ประมูลเทคโนโลยี แต่เป็นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800MHz และ 900MHz ซึ่งผู้รับใบอนุญาตฯ นั้น จะสามารถใช้เทคโนโลยีใดในการให้บริการเครือข่ายก็ได้หรือที่เรียกว่า Neutral Technology ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องให้บริการเฉพาะเทคโนโลยี 4G เพียงเท่านั้น การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800MHz และ 900MHz นั้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้บริการประชาชน ถือเป็นการต่อยอดการให้บริการทางดิจิทัล

     

    11-6-2015 2-49-29 AM

           จากการขยายเครือข่ายการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G ของประเทศไทยในอนาคต ทำให้เกิดการสร้างบริการในรูปแบบใหม่ๆรูปแบบการซื้อขาย และการสร้างความคิดริเริ่มใหม่ๆ ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการ บรอดแบนด์และบริการทางดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศชาติอย่างมหาศาล ซึ่งปรากฏออกมาด้วยตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น เกิดอัตราการจ้างงานมากขึ้น ถือเป็นการผลักดันเศรษฐกิจและขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ส่งผลให้ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

           ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดสรรทรัพยากรความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม มีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและการ สื่อสาร และส่งผลต่อเนื่องสู่ภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

           เออาร์ไอพี : เทคโนโลยี 4G จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างไร

           พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ : ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าตัวเลขผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เติบโตมาก ขึ้นนั้น ได้ส่งผ่านความเติบโตไปยังตัวเลขเศรษฐกิจและขีดความสามารถการแข่งขันทาง ICT ของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี 4G LTE ทำให้พัฒนาการของตลาดบรอดแบนด์เคลื่อนที่ในประเทศไทยดีขึ้น และหากประเทศไทยมีบรอดแบนด์เคลื่อนที่ที่ครอบคลุมมากขึ้นจะช่วยให้รัฐบาล บรรลุเป้าหมายของเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลและเอื้อต่อการผนวกรวมดิจิทัล

     

           Analysys Mason ได้รับมอบหมายจากสมาคม GSM (GSMA) ได้ศึกษาและพบว่านโยบายที่เหมาะสมสามารถเพิ่มอัตราการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ภาย ในประเทศ จากที่มีเพียง 52% ในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 133% ในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีโดยรวมของประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.3 แสนล้านบาท

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป ………..

     

    สนับสนุน: www.aripfan.com

    อ่านต่อ »
  • รวมรหัสทดสอบเครื่องสมาร์ทโฟน Android เช็คเครื่องง่ายๆ

    รวมรหัสทดสอบเครื่องสมาร์ทโฟน Android เช็คเครื่องง่ายๆ คุณก็ทำได้เอง
    สำหรับตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของฮาร์ดแวร์ เช่น หน้าจอ, ลำโพง, กล้อง รวมไปถึง เซ็นเซอร์ต่างๆ 
     
     
    รหัสเช็คเครื่องสำหรับเครื่องสมาร์ทโฟน Android
    สมาร์ทโฟน Samsung Galaxy
    *#0*#
     
    สมาร์ทโฟน Sony Xperia
    *#*#7378423#*#*
     
    สมาร์ทโฟน HTC
    *#*#3424#*#*
     
    สมาร์ทโฟน LG
    3845#*หมายเลขรุ่น#
     
    สมาร์ทโฟน OPPO
    *#808#
     
    สมาร์ทโฟน Lenovo
    ####1111#
     
    สมาร์ทโฟน Vivo
    *#558#
     
    สมาร์ทโฟน Asus Zenfone
    .12345+= (ในแอปเครื่องคิดเลข)
     
    สมาร์ทโฟน Huawei
    *#*#2846579#*#* หรือ ##497613
     
    สมาร์ทโฟน I-mobile
    กดปิดเครื่อง จากนั้นกด “ปุ่มลดเสียง” +“ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง” พร้อมกัน
     
    นอกจากนี้ยังมีรหัสเช็ค IMEI ไว้เช็คว่าเครื่องมี IMEI ตรงกับข้างกล่องหรือเปล่า (ใช้ได้กับทุกแบรนด์ ทั้ง iOS และ Android) เพียงกด *#06# 

     

    อ่านต่อ »
  • MacBook Air 13 [Early 2015] Review [อัพเดทเป็น Intel Core i Gen 5 + HD6000]

     อัพเดทกันอีกหนึ่งครั้งกับการมาของ Book Air รุ่นล่าสุดโดยมีการเปิดตัวและจำหน่าย MacBook Air 13 [Early 2015] ในประเทศไทยไปซักพักแล้ว ที่แน่นอนว่ามาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลทั้งขนาด 11 และ 13 นิ้วเช่นเดิม แม้ว่าดีไซน์การออกแบบยังคงเหมือนเดิมแต่ก็ยังน่าสนใจอยู่

          ล่าสุดทางทีมงานได้ขออนุญาติทาง iStudio by comseven ไปรีวิวถึงหน้าร้านกันเลยทีเดียว สำหรับ MacBook Air 13 [Early 2015] ซึ่งมาพร้อมกับสเปก Intel Core i Gen 5 (Broadwell) ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อน

         นอกเหนือจากนั้นยังได้มีการอัพเดทพอร์ตการเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 2 และเพิ่มความเร็วของ SSD เข้าไปอีกด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย กับในส่วนของคนที่กำลังเล็งซื้อ MacBook Air เครื่องใหม่อยู่ ที่ในบทความรีวิวนี้เราจะมีมาดูกันว่า MacBook Air 13 [Early 2015] มีความน่าสนใจขนาดไหนกับผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย OS X 10.10 Yosemite ท่ามกลางกระแสคอมพิวเตอร์พีซีที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 อยู่มากมาย

    Specification

         สเปกของ MacBook Air 13 [Early 2015] ทุกรุ่นก็คือสเปกของ Ultrabook ที่ใช้ชิปสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 5 (Broadwell) โดยชิปประมวลผลจะเป็น Intel Core i5-5250U ที่มีอัตราการกินไฟที่ต่ำ แต่ประสิทธิภาพนั้นเทียบชั้นได้กับ Core i5 ปกติเลยทีเดียว ความเร็วในการทำงานก็อยู่ที่ 1.6 GHz และยังแอบ Turbo Boost ขึ้นไปได้สูงสุดถึงกว่า 2.7 GHz อีก และแน่นอนว่าภายใน MacBook Air 13 [Early 2015] ก็มาพร้อมกับชิปกราฟิก Intel HD Graphics 6000 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากรุ่นเก่ามากพอตัว

         MacBook Air มีขนาดจอให้เลือกคือ 13.3 นิ้ว บนความละเอียดสูง 1440 x 900 พิกเซล และขนาด 11.6 นิ้ว ที่ความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล ต่อมาก็เป็นเรื่องของแรม ที่ MacBook Air ทุกรุ่นจะใช้เป็นแบบฝังมาบนเมนบอร์ดเลยโดยมีขนาด 4GB ไม่สามารถเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ทำให้เวลาจะสั่งซื้อต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะเพิ่มแรมหรือไม่ ซึ่งถ้าจะเพิ่มแรมเป็น 8 GB ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 3,000 บาทด้วยกัน

         ในส่วนของฮาร์ดดิสก์ SSD บน MacBook Air จะมีความจุ 128GB และ 256GB ให้เลือก โดยเครื่องที่เรานำมารีวิวนั้นเป็นความจุ 128GB ที่แม้ว่าจะดูน้อยแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้ MacBook Air 13 [Early 2015] ทั้งหมดยังได้มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยความสำรองเป็น PCIe รุ่นล่าสุด ซึ่งความให้ในการทำงานมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวทีเดียว อีกทั้งในส่วนของการเชื่อมต่อก็ยังครบครัน (ตามสไตล์ Mac ) ทั้ง USB 3.0, Thunderbolt 2 และ Bluetooth 4.0 เป็นต้น ซึ่ง Apple มีสเปกของ MacBook Air 13 [Early 2015] ให้เลือกดังต่อไปนี้ (สเปกชิปประมวลผลและแรมเหมือนกันหมด ต่างกันแค่ความจุ SSD ซึ่งใครอยากได้แรงกว่านี้ ต้องสั่ง CTO เอง)

    - MacBook Air 11 : Core i5/HD6000/Ram 4GB/SSD 128GB ราคา 31,900 บาท

    - MacBook Air 11 : Core i5/HD6000/Ram 4GB/SSD 256GB ราคา 37,900 บาท

    - MacBook Air 13 : Core i5/HD6000/Ram 4GB/SSD 128GB ราคา 34,900 บาท

    - Macbook Air 13 : Core i5/HD6000/Ram 4GB/SSD 256GB ราคา 41,900 บาท

    Hardware / Design

         โดยด้านดีไซน์การออกแบบ MacBook Air 13 [Early 2015] ยังคงในส่วนของรูปทรงแบบเก่าไว้ทั้งหมดไม่ต่างจาก MacBook Air 13 ในรุ่นก่อน ทั้งวัสดุในการผลิตอย่างอะลูมิเนียมอัลลอยด์แบบเดิมที่ให้ความสวยงามและผิวสัมผัสที่ดี รวมทั้งยังใช้เทคโนโลยีการผลิตรูปแบบ Unibody อย่าง MacBook Pro หรือ MacBook Air ในรุ่นผ่านๆ มาที่ให้ในความบางเฉียบแต่มาพร้อมความแน่นหนา โดยทั้งเครื่องหลักๆ ประกอบจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์เพียง 3 ชิ้นเท่านั้น


         ซึ่งก็ถือได้ว่า Unibody เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ MacBook เหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ด้วยความที่ว่าต้องลงทุนสูงด้วยค่าเครื่องจักรตัดโลหะด้วยคอมพิวเตอร์ CNC ประกอบกับปริมาณในการผลิตต่อวัน ไม่สามารถผลิตได้จำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุม ซึ่งทาง Apple เองก็สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตมีต้นทุนที่ไม่สูงมากแต่สามารถจำหน่ายได้ราคา ซึ่งเป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก


         ดีไซน์ของ MacBook Air 13 [Early 2015] มีการออกแบบที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งในเรื่องของความบางตัวเครื่องที่หนาที่สุดก็จะอยู่ที่ 17 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักที่ 1.35 กิโลกรัม แน่นอนว่าทั้ง Super Drive (DVD-RW Drive) ไม่ได้ถูกติดตั้งเอาไว้ เพื่อให้ตัวเครื่องมีความบางและเบาลงตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊กที่เน้นความบางเบา (ถ้าจะใช้อ่านเขียนแผ่น DVD ต้องซื้อไดร์ฟแยก) และที่ขาดไม่ได้เลยของ MacBook ก็คือโลโก้ Apple ที่สามารถเปล่งแสงได้ตามความสว่างของหน้าจอ เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นจุดขายของ MacBook เกือบทุกรุ่นก็ว่าได้ (MacBook Retina 12 รุ่นใหม่ล่าสุด ไม่มีแล้วตรงส่วนนี้)

         ต่อกันที่ด้านล่างตัวเครื่องของ MacBook Air 13 [Early 2015] จะเห็นว่า เหมือนกับ MacBook Air 13 รุ่นก่อนๆ ไม่แตกต่างกันทีเดียว โดยมีส่วนที่เป็นสีดำกลมจะเป็นยางรองตัวเครื่องทั้ง 4 ด้าน (สองตัวด้านหลังจะสูงกว่าเล็กน้อย) สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษเช่นเดียวกับตัว MacBook Air รุ่นก่อน และ MacBook Pro Retina

         ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบดอกจันตรงกลางลึกลงไป เรียกได้ว่าใครจะหาซื้อไขควงมาแกะคงต้องลำบากกันเสียหน่อย (แต่เอาจริงก็แกะได้ไม่ยากนักหากมีเครื่องมือ) คาดการณ์ว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ สามารถแกะเครื่อง MacBook ได้ตัวเองง่ายๆ

    นอกจากนี้ตรงส่วนที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น แต่ตรงมุมแหลมทั้งสองด้านค่อนข้างคมพอสมควร แต่ก็ไม่ได้รบกวนในเรื่องของการใช้งานมากนัก

    Keyboard / Touchpad

    คีย์บอร์ด MacBook Air 13 [Early 2015] ยังได้คงรูปแบบเดิมไว้ซึ่งก็ถือว่าทำไว้ดีอยู่แล้วเช่นกันตามสไตล์ของ Mac กับคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size

    อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด รวมทั้งแป้นก็เด้งกับนิ้วเมื่อกดลงไปอย่างพอดี ที่สำคัญมาพร้อมกับไฟส่องสว่างคีย์บอร์ด หรือหลายๆ คนอาจจะเรียกว่า Backlit Keyboard ที่สามารถใช้งานจริงได้สมบูรณ์แบบ ไม่แยงตาอย่างโน้ตบุ๊กบางรุ่นบางยี่ห้อ และสามารถปรับระดับไฟได้ตามต้องการ หรือจะอัตโนมัติตามสภาพปริมาณแสงก็ได้

         ซึ่งบน MacBook Air 13 [Early 2015] มี Ambient light sensor คอยปรับความสว่างไปอัตโนมัติอย่างนุ่มนวลทั้ง Backlit Keyboard และความสว่างของหน้าจอ

          ส่วนด้านบนของแป้นคีย์บอร์ดที่เป็นปุ่ม F1-F12 จะเป็นปุ่มฟังก์ชุ่นการทำงานพิเศษ อาทิเช่น การปรับความสว่างหน้าจอ เพิ่มเสียงลดเสียง และเรียกใช้งาน Mission Control, Launchpad & Dock ซึ่งมีข้อสังเกตอยู่ว่าปุ่ม Power ได้ย้ายมาอยู่ตำแหน่งของ Eject เดิม (มุมซ้ายบนสุดของคีย์บอร์ด) เมื่อเทียบกับ MacBook รุ่นหลายปีก่อน

           ทัชแพด หรือใน Mac จะเรียกว่า Trackpad ยังคงมีลักษณะรูปแบบหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องของสัดส่วนขนาด ที่เป็นวัสดุที่ทำออกมาได้ดี สามารถลากนิ้วได้ลื่น ไม่เกิดอาการสะดุดหรือหน่วงใดๆ ซึ่งจากการใช้งานจริง พบว่าสามารถตอบสนองการใข้งานได้เป็นอย่างดี

           ทั้งในการใช้งานแบบปกติหรือใช้งานฟังก์ชันการทำงานแบบ Multi-Touch Gesture จริงๆ อย่างที่ทัชแพดควรจะเป็นในโน้ตบุ๊กทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานตั้งแต่ 1 นิ้ว ไปจนถึง 5 นิ้ว ก็มีให้ใช้งานได้ครบถ้วนในระบบปฏิบัติการ OS X

    ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

    อ่านต่อ »
  • เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ iPhone SE (ไอโฟน se) ไอโฟนหน้าจอ 4 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุด - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1448#sthash.hPS0LMKI.dpuf

    iPhone SE (ไอโฟน SE) เปิดตัวแล้ว! iPhone จอเล็กขนาด 4 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์ iPhone 5S แต่สเปคแรงเท่า iPhone 6S มาพร้อมชิปเซ็ต Apple A9 และกล้อง 12 ล้านพิกเซล เคาะราคาเริ่มต้นเพียง 15,000 บาท!
     
     
     
     
    เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ iPhone SE (ไอโฟน se) ไอโฟนหน้าจอ 4 นิ้วรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถือว่า เป็นรุ่นสานต่อของ iPhone 5S นั่นเอง โดยรูปลักษณ์ของ iPhone SE นั้น คล้ายกับ iPhone 5 กับ iPhone 5S แต่คุณสมบัติและฟีเจอร์ต่างๆ เทียบเท่า iPhone 6S รุ่นล่าสุดเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่า iPhone SE รุ่นนี้ น่าสนใจอย่างไรบ้าง และจะทำให้ มือถือหน้าจอเล็ก กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหรือไม่
     
     
    iPhone SE มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4 นิ้ว แบบ Retina Display ความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล(326 ppi) พร้อมชิปเซ็ต Apple A9 (64-bit) แบบ Dual-Core Processor ความเร็ว 1.85 GHz และหน่วยประมวลผลร่วม M9 Co-processor ซึ่งเป็นชิปเซ็ตตัวเดียวกับ iPhone 6S นั่นเอง ส่วนหน่วยประมวลผลภาพกราฟิกที่ใช้ นั่นก็คือ PowerVR GT7600 แบบ Six-Core graphics
     
    iPhone SE มาพร้อมกับ กล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Retina Flash ส่วนกล้องด้านหลังแบบ iSight camera ความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ True-Tone Flash และรองรับการถ่ายคลิปวีดีโอความละเอียดระดับ 4K
     
     
    นอกจากนี้ iPhone SE ยังรองรับฟีเจอร์ Hey Siri, มี Touch ID สแกนลายนิ้วมือ, รองรับ NFC และ Apple Pay, ปรับปรุงระบบ LTE, ปรับปรุงแบตเตอรี่, รองรับ Bluetooth 4.2 และทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 9.3 ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด แต่สิ่งที่แตกต่างจาก iPhone 6S นั่นก็คือ iPhone SE ไม่มีฟังก์ชัน 3D Touch กับ Force Touch นั่นเอง
     
     
    นอกจากนี้ iPhone SE ยังรองรับฟีเจอร์ Hey Siri, มี Touch ID สแกนลายนิ้วมือ, รองรับ NFC และ Apple Pay, ปรับปรุงระบบ LTE, ปรับปรุงแบตเตอรี่, รองรับ Bluetooth 4.2 และทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 9.3 ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด แต่สิ่งที่แตกต่างจาก iPhone 6S นั่นก็คือ iPhone SE ไม่มีฟังก์ชัน 3D Touch กับ Force Touch นั่นเอง

    - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1448#sthash.hPS0LMKI.dpuf

    อ่านต่อ »
  • Facebook Messenger บนแอนดรอยด์ รองรับการใช้งานหลายบัญชีพร้อมกันแล้ว

     
    เป็นฟังก์ชั่นที่แอพฯ โซเชียลเน็ตเวิร์คหลายๆ ตัวพยายามพัฒนากันเรื่อยมา ซึ่งหลายแอพฯ ก็เปิดให้ใช้งานกันไปบ้างแล้ว และล่าสุด Facebook Messenger หลังจากที่ซู่มพัฒนากันไประยะหนึ่ง ก็ประกาศให้ชาวแอนดรอยด์ได้ใช้งานหลายบัญชีบนแอพฯ แชทดังกล่าวแล้ว ทีนี้ใครที่มีเพจบนเฟสบุ๊คหรือร้านค้าต่างๆ ก็ไม่ต้องล๊อคเอาท์ สลับแอคเคาท์ไปมาระหว่างเฟสบุ๊คส่วนตัวกับร้านค้า หรือพกมือถือทีละหลายๆ เครื่องเพื่อติดต่อทั้งเพื่อนและลูกค้าอีกแล้ว
     
    โดยวิธีการสลับแอคเคาท์นั้น เพียงผู้ใช้งานเข้าไปที่ Setting (รูปฟันเฟือง) ในแอพฯ Facebook Messenger และเลือกบัญชีที่ต้องการ ก็จะสามารถไปยังกลุ่มแชทของบัญชีนั้นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย แต่หากกลัวว่าจะมีคนอื่นมาเล่นมือถือ แล้วไม่อยากให้เห็นข้อความจากบัญชีนั้นๆ ผู้ใช้งานก็สามารถตั้งรหัสผ่านไว้สำหรับสลับบัญชีได้เช่นกัน สำหรับชาวแอนดรอยด์ที่อยากจะใช้แล้ว ก็ไปอัพเดทแอพฯ Facebook Messenger กันได้เลย
     
    คัดลอกมาจาก : haiware.com

    - See more at: https://www.advice.co.th/it-news/1429#sthash.AovAHN3V.dpuf

    อ่านต่อ »
RSS